ศิลปะขนมธรรมเนียมจีนบนชุดกี่เพ้า

ศิลปะจีน เป็นอีกหนึ่งศิลปะที่ทรงเสน่ห์มากที่สุดโครงหนึ่งของโลก ด้วยเหตุว่าเป็นรูปแบบของศิลปะที่มีความยาวนานทั้งในด้านของตำนาน ความเป็นมา ที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าดึงดูดทั้งในมุมพงศาวดาร วิถีชีวิตพร้อมทั้งธรรมเนียมปฏิบัติ

เช่นเดียวกับชุดปกติชาติของจีนอย่างกี่เพ้า หรือ ฉีผาว ที่ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเฉพาะที่อย่างหนึ่งของชาวจีนเช่นกัน  โดยชุดกี่เพ้านี้มีลักษณะเป็นเดรสแบบชิ้นเดียว ใช้ผ้าผืนเดียวในการตัดตลอดทั้งตัว มีการปักจิตรที่น่ารักในแบบจีน ความยาวของชุดจะยาวปกคลุมท่อนขา และผ่าตลอดตัวเพื่อให้ก้าวขาได้สบาย มีความเด่นตรงที่ชุดกี่เพ้านี้มักจะมีการตัดเย็บให้พอดีตัว เพื่อเน้นให้เห็นถึงสัณฐาน ทั้งนม สะเอว ตะโพก รวมถึงเรียวขา ของผู้สวมใส่ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งเสื้อผ้าประจำชาติที่ได้รับฉายาว่าเป็นชุดที่หมกเม็ดแต่กระชากและช่วยสร้างเสน่ห์ให้กับผู้พบเห็นได้ไม่น้อยทีเดียว

นอกจากนี้ชุดกี่เพ้า ยังเปรียบตัวแทนในการออกอากาศเรื่องแต่ละระยะของจีนผ่านลายปักผ้าบนชุดกี่เพ้าซึ่งมักจะนิยมปักภาพของภาพดอกไม้  ทิวทัศน์ หรืออาจสอดแทรกความนิยมในคราวนั้นผ่านปกรณ์ที่ปักบนชุดแทนหน้ากระดาษและตัวหมึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นชุดที่สวมใส่ในราชสำนักนั้นก็จะนิยมปักลวดลายเช่น ลายมังกร 5 นิ้ว สัญญาณของรัชทายาท และมังกร 9 นิ้ว สื่อถึงจักรพรรดิและจักรพรรดินีเพื่อแสดงถึงเครื่องหมายของความมีเขี้ยวเล็บ หรือสื่อถึงการมีอายุที่ยืนยาวพร้อมด้วยสุขภาพดีของผู้สวมอีกด้วย

กระบวนการก่อสร้างเสาเข็มเจาะ

การทำงานฐานรากเป็นเหตุกลยุทธ์หรือใจสำคัญของงานก่อสร้าง เพราะเช่นนั้นเราจะต้องทำความเห็นกระบวนการที่เป็นกฏเกณฑ์ เจ้าของที่อยู่อาศัยหรือโครงที่ไม่มีความเข้าใจ สามารถเรียนรู้ให้รู้ท่าเทคโนโลยีในการปฏิบัติหน้าที่ประดิษฐ์ หรือผลิตเสาเข็มเจาะหน้างานก่อสร้างนั้น จะมีกรรมวิธีที่เป็นกฏเกณฑ์อยู่ทั้งหมด 8 กระบวนการ โดยแต่ละกระบวนการผู้ค้ำประกันที่เป็นวิศกรจะเป็นผู้คุมดูเเลให้ได้กฏเกณฑ์ ตั้งต้นตั้งเเต่การเลือกสรรเครื่องมือ การตอก การเจาะ การเท ตลอดจนการตรวจสอบงาน ซึ่งจะมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

เข็มเจาะขบวนการที่ 1  ขั้นตอนเข็มเจาะ

เตรียมการเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องมือเข้าจุดศูนย์กลางเสาเข็มเจาะ

ทำการปรับ 3 ขา ให้ได้ประเภทศูนย์รวมของเสาเข็ม พร้อมตรวจดูความถูกต้อง หลังจากนั้น ยึดแท่นเครื่องมือให้แน่น และใช้กระเช้าเจาะนำเป็นรูลึกมัตตะ 1 เมตร

เข็มเจาะขั้นตอนที่ 2  ตอกปลอกเหล็กเป็นการชั่วคราว

2.1 การตอกปลอกเหล็ก ขนาดและความยาว จะต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม 40 ซม 50 ซม 60 ซม ตามจัดลำดับ โดยให้เสาเข็มเจาะ แต่ละท่อน มีความยาวคิดคำนวณ 1 เมตร ต่อกันด้วยระบบเกลียวในการจัดการจะตอกปลอกเหล็กผ่านชั้นดินอ่อนต่อโลก ซึ่งอยู่ด้านบนจนกระทั่งถึงขั้นดินแข็งพอประมาณ เพื่อเป็นการป้องกัน การเคลื่อนตัวพังของผนังรูเจาะในขั้นดินอ่อนและป้องกันน้ำ ใต้ดินไม่ให้ไหลซึมเข้าไปในรูเจาะ เพราะจะเป็นผลให้คุณลักษณะของคอนกรีตที่ผสมไม่ดีเท่าที่ควร

2.2 ควบคุมบังคับตำแหน่งให้ถูกต้อง และให้อยู่ในแนวดิ่ง โดยในการทำงาน การตอกปลอกเหล็กชั่วคราวลงไปแต่ละท่อนจะต้องสังเกตตำแหน่งศูนย์กลางของเสาเข็ม ทั้งนั้นจนแนวดิ่งอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องงกันมิให้เข็มเจาะเอียง ไม่ตรง

3.1 เครื่องมือที่ใช้เจาะ ในช่วงดินอ่อนจะใช้กระเช้าอย่างมีลิ้นที่ปลายเก็บดินโดยใช้ความหนักเบาของตัวมันเอง เมื่อกระเช้าถูกทิ้งไปในรูเจาะดินจะถูกอัดให้เข้าใปอยู่ในกระเช้าและจะไม่หลุดออกเพราะมีลิ้นกั้นอยู่ในเวลายกขึ้นมา ทำซ้ำกันเรื่อย ๆ จนดิน

ถูกอัดเต็มกระเช้าจึงนำมาเทออก การเจาะจะดำเนินไปจนกว่าถึงขั้นดินแข็งพอใช้ จึงเปลี่ยนมาใช้กระเช้าชนิดไม่มีลิ้นที่ปลายเก็บต่อไปจนได้ความลึกที่เรียกร้อง

3.2 การเจาะเสาเข็ม จะต้องสืบสวนการกระดิกกระเดี้ยพังของดินในขั้นที่ไม่มีปลอกเหล็กชั่วคราว ในระหว่างการเจาะเอาดินขึ้น จะหมั่นสืบสวนว่าผนังดินพังหรือยุบเข้าหรือไม่ อย่างไร โดยสามารถดูจากประเภทของดินซึ่งเก็บขึ้นมา ซึ่งควรจะต้องประสานกับความลึกและละม้ายกับเข็มตันแรก ๆ แต่ถ้าเราตรวจทานพบว่าดินเกิดกรีธาพังจะรีบแก้ไขในทันที โดยตอกปลอกเหล็กชั่วคราวให้ลึกลงเข้าไปอีก

ธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีนมีความน่าเชื่อถืออย่างไร

เชื่อมั่นว่าการจำหน่ายแลกเปลี่ยนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าสินค้าจากจีน หรือไม่ก็เป็นผู้สั่งสินค้าจากผู้รับนำเข้าสินค้าจากจีนก็ตาม ต่างก็มีความวิตกว่าผู้ค้ารายใหญ่ตรงนั้นจะสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าลูกค้ารายย่อยได้ยังไงกัน กับต่างว่าคุณเป็นผู้ขาย คนขาย นายหน้าซื้อขายที่สั่งผลิตภัณฑ์จากจีนนำเข้าสินค้าจากจีน มาค้าเองนั้น คุณจะต้องปลูกสร้างความเชื่อมั่น เครดิตให้กับผู้ซื้อใครต่อใคร จะต้องคิดมาว่าจะทำยังไงให้ผู้ซื้อมีความเชื่อใจกับร้านค้าของคุณ วางใจในคุณภาพสินค้าของคุณ ไม่เกี่ยวว่าสินค้านำเข้าจากจีนจะมีคุณค่าไม่ดี ผู้ซื้อบางคนคิดแบบนี้ ต้องทำความประจักษ์แจ้งใหม่ว่า สินค้านำเข้าจากจีนมีคุณลักษณะดีๆ ชั้นดี มีเยอะแยะไป จะทำยังไงให้ผู้ใช้เชื่อใจ อย่างแรกเลย จะต้องโปรโมท ให้ผู้บริโภคเห็นสินค้าในร้านค้าของคุณว่า คุณลักษณะของซื้อของขายเป็นยังไง จ่ายเงินแล้วมีการประกันสินค้าไหม ด้วยว่าสินค้าบางประเภทเท่านั้นที่มีการรับประกันสินค้า เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ส่วนผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเครื่องสำอางค์ กระเป๋ารถ เหล่านี้ ไม่ค่อยมีการค้ำประกันของซื้อของขายหรือซื้อแล้วไม่รับคืนก็มีเพราะ เป็นสินค้าที่ไม่ใช่เหล่า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ เครื่องมือทางเทคโนโลยีต่างๆ

หากมีจุดอ่อนเพราะว่าคุณภาพของซื้อของขาย พ่อค้าแม่ค้าตัวแทนขาย คนขายของซื้อของขายนั้นจะต้องคอยเจริญสร้างความน่าเชื่อถือในตัวของซื้อของขายพร้อมกับให้ผู้ซื้อผู้บริโภคไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งการที่ใส่ใจในพลความของของซื้อของขาย สนใจผู้ใช้สามารถทดแทนความต้องของผู้บริโภคได้ นั่นจะทำให้สามารถขายสินค้าได้เรื่อยๆ และเพิ่มขึ้น มีชื่อเสียงจากผู้ซื้อที่พูดกันปากต่อปาก แล้วด้วยเรื่องการนำเข้าสินค้าจากจีนนั้น เชื่อเถอะว่าของซื้อของขายดี และจัดจำหน่ายได้ชัวร์ อยู่ที่ว่าคุณถนัดขายของซื้อของขายแผนกใด มีทักษะในการขายผลิตภัณฑ์แบบไหน หากรู้แล้วว่าตัวเองใส่ใจในตัวของซื้อของขายประเภทไหน อยากมีรายได้ง่ายๆ ไม่ต้องเปลี้ยไปจีนเอง ไปคัดเลือกผลิตภัณฑ์เอง สามารถรับสินค้ามาขายเองแบบไม่ต้องเหนื่อย สามารถเลือกคัดที่จะเลือกคัดนำเข้าสินค้าจากจีนจากผู้ที่รับนำเข้าสินค้าจากจีนได้ง่ายๆ พร้อมทั้งที่สำคัญในการลงเงินในการทำธุรกิจนั้น จะต้องมีทรัพย์สินออกทุนพอสมควร มีเงินหมุนเวียน ในการนำเข้าสินค้าด้วย ฉะนั้นหากคิดจะทำธุรกิจในการทำมาค้าขายสินค้าจากจีนทุกประเภท จะต้องมีวิชาความรู้พอควรด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตนเองจะซื้อขายแลกเปลี่ยนทำการงาน และจะต้องมีแหล่งค้าออกตัว มีช่องทางการค้าหลายช่องทาง และจะต้องเลือกเฟ้นนำเข้าสินค้าจากผู้รับนำเข้าสินค้าจากจีนที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น หากสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะสามารถสอบถามเรื่องการนำเข้าสินค้าจากจีนได้จากคนรับนำเข้าสินค้าจากจีน

 

 

เลือกตู้เซฟอย่างไรให้เหมาะสมกับบ้าน

ตู้เซฟก็มีขายกันหลายแบบหลายราคาอยู่เหมือนกันนะคะ มีทั้งตู้เซฟเล็กๆ ติดผนัง ตู้เซฟขนาดใหญ่แบบตั้งพื้น ตู้เซฟเก็บปืนหรืออาวุธร้ายแรง ฯลฯ แล้วจะเลือกซื้อแบบไหนกันดีล่ะ? แฟนๆ ลองเข้ามาตอบคำถามที่ทาง www.bangkokluckysafe.com  จัดมาให้ดูก่อนนะคะ จะได้ทราบว่าตู้เซฟแบบไหนที่เหมาะกับบ้านของคุณมากกว่ากัน…

– ข้าวของสำคัญที่ต้องการเก็บใส่ตู้เซฟต้องปลอดภัยในระดับไหน? — พื้นฐานๆ ก็แค่ขโมยได้ยาก หรือต้องกันน้ำท่วม กันไฟไหม้ได้ด้วย? นอกจากขนาดของตู้เซฟแล้ว คุณสมบัติพลัสๆๆ เหล่านี้ล่ะค่ะที่เป็นตัวทำให้งบประมาณบานปลาย

– ระบบล็อกแบบไหนดี? ส่วนใหญ่ที่เห็นๆ กันทั่วไปก็จะเป็นแบบรหัสหมุน คือมีชุดตัวเลขให้ต้องหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อปลดล็อก ข้อดีของตู้เซฟแบบนี้คือไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องระบบไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ไม่พอ ขอแค่จำชุดตัวเลขได้เป็นพอ แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนรหัสปุ๊บ ต้องเรียกช่างผู้ชำนาญการมาทำให้เท่านั้นนะคะ ส่วนอีกระบบล็อกที่นิยมกันก็คือระบบดิจิทัล กดรหัสตัวเลขเพื่อปลดล็อก แต่ตู้เซฟพวกนี้ต้องใช้พลังงานจากไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่หล่อเลี้ยงไว้ตลอด ไม่งั้นก็ไม่มีสิทธิใช้งานค่ะ

– ควรเก็บตู้เซฟไว้ที่ไหน…ห้องนอน? ตู้เสื้อผ้า? — ถ้าห้องนอนใหญ่ของคุณมี walk-in closet การนำตู้เซฟไปแอบแฝงตัวอยู่ในนั้น ก็น่าจะทำให้ละลานตา หายากดีเหมือนกัน แต่ห้องนอน ตู้เสื้อผ้า หรือห้องพระมักจะเป็นที่แรกๆ ที่คนมักจะเริ่มต้นการค้นหา นี่สิปัญหา! ขอแนะนำว่าลองพิจารณาหาพื้นที่ซ่อนตู้เซฟที่ปลอดภัยกว่า target zone เหล่านี้ดีกว่านะคะ อาจจะเป็นห้องครัว ห้องเก็บเครื่องมือทำสวน หรือห้องนอนเด็ก เป็นต้น (พิจารณาดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ใช้สอยของแต่ละบ้านกันนะคะ

ผ้าที่นิยมนำมาทำผ้าม่าน

สำหรับผ้ามักนิยมเลือกเป็นผ้าพื้นสี ที่มีการให้สี หรือออกแบบสีอย่างพิถีพิถัน ให้อารมณ์ของสี เข้ากับยุคสมัย โดยผ้าที่มีน้ำหนัก มีความพริ้วไหว ทิ้งตัวดี โดยที่ไม่จำเป็นเสมอไป ที่ต้องเป็นผ้าเนื้อหนา ปัจจุบัน ผ้าม่านมีการนำเข้าจากต่างประเทศ

ในเรื่องของเนื้อผ้า  ผ้าม่านไม่จำเป็นต้องเป็นผ้าที่มีเนื้อหนาเสมอไป ความสำคัญจะอยู่ที่โครงสร้างของผ้า วัตถุดิบ และเทคนิคการทอ ผ้าที่หนา อาจไม่ได้อย่างที่เข้าใจ บางครั้งแสงผ่านและมองทะลุได้ แต่กลับกัน ผ้าที่บางอาจไม่สามารถมองผ่านได้ เหตุผลคือการใช้เส้นใยหรือเส้นด้ายที่เล็กกว่า  มีความหนาแน่นมากกว่า ผ่านกระบวนการทอตามคุณลักษณะ ทำให้ได้ผ้าม่านที่เป็นไปตามความต้องการเช่น การทิ้งตัว ความพริ้วไหว ความสวยงามได้รูปทรง ขณะเดียวกันผ้าที่มีเนื้อหนากว่า ถึงแม้จะมีน้ำหนักมาก แต่อาจไม่มีคุณสมบัติดังที่กล่าว อันเป็นเหตุผลที่คุณสมบัติของผ้าที่หนาอาจสู้ผ้าที่บางกว่าไม่ได้ ฉะนั้นผ้าที่มีน้ำหนัก การทิ้งตัว ไม่ได้ขึ้นอยู่ความหนาของผ้าม่านเสมอไป

ดังนั้นการเลือกใช้ผ้าม่าน ต้องดูที่ความเหมาะสม เช่นผ้าที่มีเนื้อบาง ก็จะเหมาะกับผ้าม่านลักษณะที่ต้องการความพริ้วไหว มีการทิ้งตัวอย่างเป็นรูปทรง เช่น ม่านหลุยส์,ม่านจีบ,หรือ ม่านรูปแบบอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ส่วนผ้าที่หนามีเนื้อค่อนข้างแข็ง ก็จะเหมาะกับพวกม่านพับ ม่านรูปทรงอื่นที่ไม่ต้องการความพริ้วไหว หรือทำเป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

เลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุให้ได้ดีมีคุณภาพ

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เป็นสถานที่สำหรับดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุ หรือเป็นบ้านพักรักษาตัวหรือรักษาสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ อาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น สถานพยาบาลดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม บ้านพักผู้สูงอายุ บ้านพักคนชรา ศูนย์ดูแลคนชรา เป็นต้น

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเลือกอย่างไรให้ได้คุณภาพ

การเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุ หรือเพื่อพักรักษาตัวหรือสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ สามารถพิจารณาได้ดังนี้

  • เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีอยู่จริงตรวจสอบได้
  • ควรตรวจสอบการขึ้นทะเบียนของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกับหน่วยงานราชการ
  • บุคลากรในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีความรู้ความสามารถเพียงพอในการช่วยเหลือพยาบาล
  • ที่ตั้ง และสถานที่ของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเหมาะสมแก่การใช้บริการ
  • พนักงานภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีความพร้อม และเต็มใจให้บริการ
  • แนวทางการแก้ไขปัญหาของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีแบบแผนชัดเจน และเชื่อถือได้
  • ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีการให้บริการครบวงจร เช่น การตรวจรักษาพยาบาล การรับ-ส่งผู้ป่วยผู้สูงอายุ
  • ข้อมูลการโฆษณาประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสามารถตรวจสอบอ้างอิงได้
  • ระดับราคาในการใช้บริการเหมาะสมกับคุณภาพที่ให้บริการ

แนวทางการเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุตามข้างต้นนี้ หากผู้ที่มีความจำเป็นหรือมีความประสงค์ต้องการใช้บริการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สถานพยาบาลดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม บ้านพักผู้สูงอายุ บ้านพักคนชรา ศูนย์ดูแลคนชรา เป็นต้น  สามารถนำไปใช้ในการประเมินคัดเลือกศูนย์ดูแลที่สนใจได้ โดยอาจเพิ่มเติมหัวข้อในการประเมินตามวัตถุประสงค์ของสมาชิกในครอบครัวเพื่อให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนตามความต้องการมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง Hosting กับเว็บเซิร์ฟเวอร์

ความแตกต่างระหว่าง Hosting กับเว็บเซิร์ฟเวอร์
เว็บ Hosting กับเว็บเซิร์ฟเวอร์แตกต่างกันอย่างไร

Web Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องที่มีสเปคหรือระบบทรัพยากรของเครื่องค่อนข้างสูง รวดเร็วต่อการใช้งาน คอมพิวเตอร์นี้จะมีไว้เพื่อเก็บข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ หรือทุกๆอย่างเกี่ยวกับเว็บไซต์ไว้ โดยทั่วไปแล้ว คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องสามารถที่แบ่งเนื้อที่ออกเป็นหลายส่วนสำหรับเว็บไซต์อื่นๆด้วย เช่น เซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้มีเนื้อที่ฮาร์ดดิส 500 GB ก็สามารถจะแบ่งเนื้อที่ในฮาร์ดดิสสำหรับ 500 เว็บไซต์ได้เลย (เว็บไซต์ล่ะ 1 GB)

Web Hosting คือ พื้นที่สำหรับเก็บเว็บไซต์ โดยใช้บริการในรูปแบบการเช่าดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นการแบ่งพื้นที่ก็จะแบ่งมาจาก เว็บเซิร์ฟเวอร์ นั้นเอง การเช่าเว็บโฮสติ้งจึงเหมาะกับเว็บไซต์ขนาดเล็ก เป็นเว็บไซต์ของบริษัทหรือเพื่อขายสินค้า ส่วนเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้นเหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เป็นจำนวนมากหลายแสนหลายล้านคน ดังนั้นจึงต้องการระบบหรือเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับความต้องการใช้ในปริมาณที่มากๆและใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงด้วยเช่นกัน

ต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการใช้ Hosting

ผู้ที่จะทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรืออยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก่อนจะอัพไฟล์หรือเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น การอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮสนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ อัพโหลดผ่านซอฟแวร์ของผู้ให้บริการ เช่น File Manager ในcPanel (ผู้ให้บริการจะมีวิธีการใช้งานอธิบายให้ลูกค้าอ่านและทำความเข้าใจซึ่งไม่ยากเลย) อีกวิธีหนึ่งคือการอัพโหลดผ่านโปรแกรม FTP เช่น Filezilla ในปัจจุบันมีเว็บไซต์หรือบล็อกเกอร์มากมายสอนวิธีการใช้งานโปรแกรมนี้ ซึ่งผู้ทดลองทำเว็บไซต์สามารถจะเข้าไปศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมเสียก่อน การอัพโหลดเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องยากหากผู้ทำเว็บไซต์มีความตั้งใจจริงในการที่จะเรียนรู้ นอกจากนี้ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานก็จะมีฝ่ายบริการเพื่อดูแลให้คำแนะนำ หรือ ช่วยจัดการในปัญหาที่ลูกค้าติดขัดได้ ดังนั้นการเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดีนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำเว็บไซต์

การเช่า Hosting นั้นมีทั้งต้องเสียเงินเช่า และ เช่าแบบฟรี ไม่ต้องเสียเงินแต่ต้องแลกกับการบริการที่ไม่มีคุณภาพ เสี่ยงต่อเว็บล่มโดยที่ไม่มีผู้ดูแลให้ Hosting ฟรีจึงเหมาะกับผู้ต้องการทดลองระบบของเว็บไซต์ก่อนที่จะมีการใช้งานจริง กับระบบโฮสที่มีคุณภาพที่ดีกว่า หรือนักศึกษาที่ไม่เงินทุนสำหรับเช่าพื้นที่ทำเว็บไซต์ แม้กระทั่งผู้ที่ต้องการทำเว็บไซต์ชั่วคราวไม่จริงจังนั้นเอง

วิธีการเลือกใช้โฮสติ้งให้เหมาะสมกับประเภท

สร้างเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์ไม่ใช่ว่ามีโดเมนแล้วจะสามารถใช้งานได้ทันที เราจำเป็นต้องเช่าพื้นที่โฮสติ้งด้วย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สำหรับบริษัท เว็บไซต์ขายของ เว็บไซต์ดารา หรืออีกมากมาย จึงทำให้ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการโฮสติ้งมากมาย ดังนั้นในบทความนี้จึงขอแนะนำวิธีเลือกผู้ให้บริการที่ดี

ลำดับแรกต้องบอกก่อนเว็บไซต์ของเราเป็นในลักษณะใด ใช้งานอะไร และต้องการพื้นที่มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงงบประมาณ สำหรับมือใหม่ที่ตัดสินใจเลือกโฮสติ้งนั้นส่วนใหญ่จะตัดสินใจจากคาคาถูก พื้นที่เยอะ การถ่ายโอนข้อมูล(BW)/เดือนสูง และบริการดี แต่ใช่ว่าโฮสที่ให้ทุกอย่างมากสุดในราคาที่ต่ำสุดจะเป็นโฮสที่เหมาะกับ ท่านเสมอไป

สำหรับความเหมาะสมระหว่างเว็บไซต์และเลือกใช้บริการ มีดังนี้

1.เว็บไซต์ส่วนตัว  เป็นเว็บไซต์เพื่อบอกเล่าข้อมูลส่วนตัวของท่านหรือเป็น blog เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ หรือเก็บ gallery ภาพต่างๆของท่าน เว็บไซต์ประเภทนี้มักจะใช้พื้นที่น้อย และใช้ BW ไม่สูงมาก เนื่องจากมีคนเข้าน้อย แต่ถ้ามีคนเข้าเว็บไซต์มากก็จะใช้ BW ต่อเดือนสูงขึ้นตามจำนวนคนเข้าเว็บ

2.เว็บไซต์บริษัท/องค์กร เป็นเว็บไซต์นำเสนอ profile services และ product ต่างๆ ของบริษัท รวมถึงอาจใช้งานอีเมล์ของพนักงานในบริษัทด้วย เว็บไซต์ประเภทนี้มักจะใช้พื้นน้อย และใช้ BW ไม่สูงมากเช่นเดียวกับข้อ 1

3.เว็บไซต์ขายของ เป็นเว็บไซต์ร้านค้านำเสนอสินค้าต่างๆ เว็บไซต์ประเภทนี้จะใช้พื้นที่มากตามจำนวนสินค้า และใช้ BW สูงตามจำนวนคนเข้าเว็บไซต์

4.เว็บไซต์ประชาคม/สังคม เป็นเว็บบอร์ดพูดคุยในกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เช่นกีฬา ดารา แฟนคลับฯลฯ เว็บไซต์ประเภทนี้หากเปิดให้สมาชิก upload รูปภาพได้จะใช้พื้นที่ค่อนข้างสูงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนรูปภาพ และใช้ BW สูงตามจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ ยิ่งสมาชิกเยอะขึ้นก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

แนวทางการเลือกใช้โฮส ก่อน อื่นท่านต้องกำหนดว่าเว็บไซต์ของท่านอยู่ในระดับใด ดูว่าจะใช้พื้นที่ประมาณเท่าไหร่ และใช้ BW ต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ จากนั้นก็ดูโฮสที่ให้พื้นที่และ BW เพียงพอต่อการใช้งาน โดยที่อยู่ในงบประมาณของท่าน อย่าเลือกแบบเผื่อๆไว้ก่อน เพราะท่านจะเสียเปรียบและมีปัญหา จากเว็บไซต์เพื่อนบ้านโดยไม่จำเป็น

เทคนิคการเลือก Hosting ที่ดีต่อการทำ SEO

โดยปกติแล้วการที่จะมีเว็บไซต์ได้นั้น จะต้องมีระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง ซึ่งจะต้องติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ และจะต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่สูงมากและต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบตลอดเวลา การใช้งานแบบนี้จะเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ และธุรกิจที่มีงบประมาณมาก การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง โดยผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งหรือ Hosting Service Provider จะให้บริการรับฝากเว็บไซต์ให้กับองค์กรขนาดกลางและเล็กพร้อมทั้งให้บริการดูแลด้านระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้กับเว็บไซต์ที่มาใช้บริการ เพื่อให้สามารถออนไลน์ได้ตลอดเวลาและสามารถที่จะช่วยในการทำ SEO ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกบริษัทหรือเลือกผู้ให้บริการในด้าน Hosting ที่ดีต่อการทำ SEO จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้ คือ

– Hosting นั้นล่มบ่อยหรือเปล่า โดยจะลองเข้าเว็บของผู้ใช้บริการอื่นๆที่ใช้บริการอยู่ว่ามีล่มบ้างมั้ย ถ้ามีและบ่อยครั้ง ก็น่าจะเป็นคำตอบได้ว่าควรใช้งาน Hosting นั้นหรือไม่ เพราะการ Check เป็นวิธีที่ดีอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้อุ่นใจได้ว่า Hosting ที่ไม่ล่มแน่ๆและคุ้มค่าเงินที่เช่าไป

– Hosting นั้นให้บริการโอนถ่ายข้อมูลเท่าไหร่ โดยข้อมูลทุกๆ อย่างที่ถูกดึงมาจาก Server นั้นถือเป็นการโอนถ่ายข้อมูลทั้งสิ้น ซึ่ง Hosting จะกำหนดอัตราการโอนถ่ายข้อมูลจำกัดไว้ในแต่ละเดือน หากที่ใดให้ปริมาณการโอนถ่ายข้อมูลไว้มาก จะ ทำให้รองรับปริมาณ ผู้เข้าชมได้มากกว่า แต่ถ้าหากอัตราการโอนถ่ายข้อมูลน้อยเกินไป และถูกเรียกใช้หมดก่อนจะครบเดือนนั้นๆ ก็จะทำให้เข้าเว็บไม่ได้

– Hosting นั้นมีการ Backup ข้อมูลทุกหรือเปล่า เพราะหากเว็บโดน Hack หรือ เปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญในเว็บไปหรือข้อมูลถูกลบหน้าหายไปจะส่งผลให้ผู้ใช้ของเว็บนั้นลดลง โดย Google จะทำการดันเว็บลงไป และหากข้อมูลสำคัญถูกเปลี่ยนแปลง ก็อาจลดความหน้าเชื่อถือในเว็บได้เป็นอย่างมากและคนก็อาจไม่เข้าเว็บไซต์ ทำให้ Traffic ของเว็บลดลง และ อันดับตกลงไป

– ต้องดูว่า Hosting นั้นให้บริการถึงเวลาที่ต้องการหรือไม่ เพราะหากเมื่อไหร่เข้าเว็บไม่ได้ขึ้นมาจะหงุดหงิดเลยทีเดียวและ ยิ่งหากทำการติดต่อไปยังผู้ให้บริการ Hosting แล้วไม่มีคนรับสายเพราะอยู่นอกเวลา Support ก็จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อ SEOเป็นอย่างมาก

– ต้องดูว่า Hosting นั้นมีการสำรองไฟหรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ควรจะสอบถามกับผู้ให้บริการให้ละเอียด เพื่อจะได้

Cloud Hosting กับ Dedicated hosting แตกต่างกันอย่างไร

Dedicated hosting เป็นทางเลือกแพลนโฮสติ้งที่เหนือกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ แชร์โฮส กับ VPS มีราคาที่แพงกว่า ซึ่งเรทราคาจะขึ้นอยู่กับงบประมาณของแต่ละบริษัท ไม่มีสคริปฟรีให้ใช้เพื่อเชื่อมโยงระบบอื่นๆ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับองค์กรที่มีพนักงานไอทีเพื่อดูแลระบบหรือติดตั้งสคริปใช้เอง

Cloud Hosting เป็นการนำเซิร์ฟเวอร์หลายๆเครื่องมาเชื่อมโยงกัน ซึ่งผู้ทำให้ลูกค้าได้ใช้ทรัพยากรที่ไม่จำกัดส่งผลให้สามารถรองรับปริมาณการโหลดหน้าเว็บได้เป็นจำนวนมาก โดยไม่จำกัดจำนวน

เมื่อเปรียบเทียบเซิร์ฟเวอร์แบบ Dedicated พบว่าประสิทธิภาพและการปฏิบัติการนั้น เซิร์ฟเวอร์แบบ cloud hosting มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ทำให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ในระบบคลาวด์มีความพึงพอใจกับความเสถียรภาพที่ดีกว่า นอกจากนี้อนาคตของ cloud hosting ก็ยังคงจะได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งนี้เพราะว่า นักออกแบบเว็บไซต์และผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งจำนวนมมากเริ่มที่จะมองเห็นความได้เปรียบเทียบนี้ ซึ่งดีกว่าแบบ dedicated webhosting อย่างมาก สำหรับประโยชน์ที่น่าสนใจของ cloud hosting คือ ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าเซิร์ฟเวอร์จะไม่ล่มหรือระบบหยุดทำงาน เป็นอันขาด เว็บไซต์ของลูกค้าจะไม่มีการขาดประสิทธิภาพหรือล่าช้า และสามารถให้บริการกับผู้เข้าชมได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดชะงักใดๆทั้งสิ้น ทำให้เว็บไซต์ของลูกค้าสามารถได้โอกาสที่ดีในการแข่งขัน เนื่องจากมีการควบคุมจากระบบที่สมบูรณ์แบบอย่าง cloud hosting

สำหรับผู้ที่จะทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรืออยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก่อนจะอัพไฟล์หรือเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น การอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮสนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ อัพโหลดผ่านซอฟแวร์ของผู้ให้บริการและอีกวิธีหนึ่งคือการอัพโหลดผ่านโปรแกรม FTP เช่น Filezilla ในปัจจุบันมีเว็บไซต์หรือบล็อกเกอร์มากมายสอนวิธีการใช้งานโปรแกรมนี้ ซึ่งผู้ทดลองทำเว็บไซต์สามารถจะเข้าไปศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมเสียก่อน  ซึ่งการอัพโหลดเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องยากหากผู้ทำเว็บไซต์มีความตั้งใจจริงในการที่จะเรียนรู้ นอกจากนี้ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานก็จะมีฝ่ายบริการเพื่อดูแลให้คำแนะนำและช่วยจัดการในปัญหาที่ลูกค้าติดขัดได้ ดังนั้น การเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดีนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำเว็บไซต์

ย้าย hosting ไม่ยากอย่างที่คิดเพื่อตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดที่โฮสต์เดิม

สำหรับการเปลี่ยนผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งหรือเรียกกันว่า ย้ายโฮสต์ นั้น หลายคนคงจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก มีข้อสงสัยต่างๆนานา เช่นตอนทำการเปลี่ยนหรือย้ายเว็บไซต์จะดาวน์ไหม(เข้าใช้งานไม่ได้) อีเมลล์จะใช้งานได้ไหม แล้วถ้าใช้งานไม่ได้เลยเมื่อไหร่จะใช้ได้ ย้ายเสร็จแล้วจะใช้งานได้เหมือนเดิมหรือเปล่า หัวข้อนี้ก็จะมาบอกตั้งแต่การเลือกโฮสต์ใหม่ การเตรียมการขั้นตอนการย้ายจนย้ายเสร็จว่าต้องทำอย่างไรบ้าง จะได้รู้กันว่าการย้ายโฮสต์ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

เริ่มต้นด้วยการหาโฮสต์ใหม่

ในส่วนนี้ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนแต่ที่แน่ๆทุกคนก็คงต้องการหาโฮสต์ใหม่ที่ตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดที่โฮสต์เดิมจนทำให้เราต้องมาหาโฮสต์ใหม่เช่นถ้าเราต้องการเปลี่ยนโฮสต์เพราะโฮสต์เดิมราคาแพงเราก็ต้องหาโฮสต์ใหม่ที่ถูกกว่าหรือถ้าหากโฮสต์เดิมล่มบ่อย, บริการไม่ดีเราก็อยากได้โฮสต์ใหม่ที่ไม่ล่มบริการดีๆฉะนั้นในส่วนนี้ก็แล้วแต่ปัญหาของแต่ละคน แต่ที่อยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมก็คืออยากให้ดูในเรื่องของทางเทคนิคและการใช้งานด้วย(อย่าเพิ่งตกใจไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคที่เข้าใจยาก) โดยเราควรหาโฮสต์ใหม่ที่มีความใกล้เคียงกับโฮสต์เดิมทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์(ถ้าเป็นไปได้) ควรมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโฮสต์เดิมหรือดีกว่าไปเลยและซอร์ฟแวร์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากเพราะถ้าเว็บเรามีการเขียนโปรแกรมไว้ใช้งานกับ database และ programming เช่น PHP ก็ควรเช็คให้แน่ใจว่าโฮสต์ใหม่ใช้เวอร์ชั่นไหนเปิด permission อย่างไรมี features ที่เราต้องการหรือเปล่าเช็คดูซอร์ฟแวร์หลักๆพวกโปรแกรมที่ใช้งานกับเว็บฯโควตาพื้นที่ในการใช้งานภาษาที่รองรับรูปแบบฐานข้อมูลโปรแกรมอีเมลล์ฯลฯเหมือนกับโฮสต์เดิมจะทำให้เรามีปัญหาน้อยที่สุดหรือไม่มีปัญหาเลยในการย้ายโฮสต์ข้อมูลเหล่านี้เราสามารถรู้ได้จากโฮสต์เดิมโดยสอบถามไปว่าเราใช้บริการอะไรกับเขาอยู่(ขอรายละเอียดเลย) และสำหรับโฮสต์ใหม่ถ้าเราดูข้อมูลเองได้ก็สามารถดูได้ที่หน้าเว็บฯของผู้ให้บริการใหม่ได้เลยแต่ถ้าเรากลัวว่าจะผิดพลาดก็มีวิธีง่ายๆเลยคือส่งข้อมูลที่โฮสต์เดิมส่งมาให้เราให้โฮสต์ใหม่ดูว่าโฮสต์เขาให้เราได้ตามนี้หรือเปล่าอย่าด่วนตัดสินใจให้หาให้ได้ใกล้เคียงที่สุดเพราะเราคงไม่อยากย้ายบ่อยๆกันแน่และอย่างที่บอกไปถ้าเราได้โฮสต์ใหม่ที่ใกล้เคียงกับโฮสต์เดิมก็จะทำให้การย้ายง่ายขึ้นมาก

การเตรียมข้อมูลทั้งUsername และPassword สำหรับการจัดการต่างๆและข้อมูลเว็บไซต์(ไฟล์เว็บไซต์) เมื่อติดต่อหรือหาโฮสต์ใหม่ได้แล้ว(อาจจะยังไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อเปิดบริการ) ในระหว่างนี้เราก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลต่างๆสิ่งที่สำคัญในการย้ายโฮสต์คือUsername และPassword สำหรับFTP (จากโฮสต์เดิม) เพื่อดาวน์โหลดไฟล์เว็บไซต์เรา, Username และ Password สำหรับ Control panel (จากโฮสต์เดิม) เพื่อจัดการกับฐานข้อมูล(ในกรณีที่เว็บไซต์เรามีฐานข้อมูล) อีกอย่างก็เพื่อตรวจสอบรายชื่ออีเมลล์ที่เรามีการใช้งานอยู่ให้เพื่อความครบถ้วน(เนื่องจาก Control panel ส่วนใหญ่จะบริการจัดการทั้งเว็บฯฐานข้อมูลและอีเมลล์) และที่สำคัญที่สุดคือ Username และ Password สำหรับการบริหารจัดการโดเมนเนม(จากผู้ให้บริการจดโดเมนเนมที่เราไปจดไว้) เพราะโดยส่วนใหญ่จะไม่ได้จดจำหรือเก็บ Username และ Password ของโดเมนเนมเพราะนานๆจะได้ใช้และการเปลี่ยนโฮสต์ก็จำเป็นต้องเข้าจัดการโดเมนเนมด้วยโดยหากเราเตรียมข้อมูลข้างต้นนี้ครบถ้วนก็จะทำให้เราย้ายโฮสต์ได้เร็วขึ้นมาก

ขั้นตอนก่อนการย้ายโฮสต์
ก่อนอื่นอยากให้สำรองข้อมูลไว้ให้ได้มากที่สุดจัดการให้หมดทั้งไฟล์เว็บไซต์, ฐานข้อมูลและอีเมลล์โดยไฟล์เว็บไซต์และฐานข้อมูลทำได้โดยการดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม FTP หรือ Control panel แต่สำหรับอีเมลล์หากมีการใช้งานผ่าน Webmail ให้ติดตั้งการใช้งานอีเมลล์ผ่าน Email Client ต่างๆเช่น MS Outlook หรือ Outlook Express (ถ้าใช้อยู่แล้วก็ข้ามส่วนนี้ไป) เพื่อให้โปรแกรมเหล่านี้ทำการดาวน์โหลดอีเมลล์มาเก็บไว้ที่เครื่องของเจ้าของอีเมลล์เองเนื่องจากการย้ายโฮสต์เราจะไม่สามารถย้ายเนื้อหาในอีเมลล์ได้
หลังจากนั้นก็ถึงเวลาที่จะหาวันที่จะทำการย้ายโฮสต์(ส่วนนี้ให้จ่ายเงินที่โฮสต์ใหม่ให้เรียบร้อยก่อนไม่งั้นคงเริ่มย้ายไม่ได้) โดยเริ่มโดยการตรวจสอบการใช้งานดูว่าเว็บฯเรามีการใช้งานน้อยที่สุดช่วงไหนทั้งจากตัวเราเองและการเข้าชมเว็บฯเพื่อจะได้ย้ายโฮสต์ในช่วงวันและเวลานั้นๆจากนั้นนัดแนะกับคนอื่นๆ(ถ้าเป็นบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆอาจทำเป็นจดหมายเวียนแจ้งหรือส่งอีเมลล์แจ้ง) ที่ใช้งานเว็บไซต์หรืออีเมลล์ว่าเราจะทำการย้ายโฮสต์ในวันและเวลาใดเพื่อไม่ให้มีการใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าว(ในกรณีมีฐานข้อมูลต้องหยุดใช้งานก่อนล่วงหน้าเพื่อเก็บข้อมูลล่าสุดก่อนย้ายและไม่ให้เกิดการบันทึกข้อมูลลงฐานข้อมูลระหว่างการย้ายโฮสต์)

ขั้นตอนการย้าย
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมก็ลงมือย้ายโฮสต์ตามวันและเวลาที่นัดหมายได้เลยโดยการดาวน์โหลดไฟล์เว็บไซต์และฐานข้อมูล(ถ้ามี) ลงมาเก็บไว้ที่เครื่องคอมฯเราจากนั้นทำการอัพโหลดไฟล์เว็บไซต์และฐานข้อมูล(ถ้ามี) จากคอมฯเราไปไว้บนโฮสต์ใหม่โดยผ่านการ FTP เช่นกันสำหรับอีเมลล์ให้ทำการสร้างรายชื่ออีเมลล์ทั้งหมดที่เคยมีการใช้งานที่โฮสต์เดิมไว้บนโฮสต์ใหม่โดยส่วนใหญ่จะสร้างผ่าน Control panel หลังจากนั้นให้ลองตรวจดูว่าย้ายไฟล์เว็บฯเรียบร้อยหรือเปล่าโดยการตรวจสอบผ่าน Virtual Directory เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ย้ายไฟล์เว็บฯมาครบ(คลิกดูไปเรื่อยๆถ้าเป็นไปได้ให้ดูทุกหน้าว่าเว็บฯสมบูรณ์หรือเปล่า) ถ้าเราทำทุกอย่างถูกต้องเว็บฯเราบนโฮสต์ใหม่จะต้องเหมือนกับเว็บฯที่อยู่บนโฮสต์เดิมทั้งหมด

สุดท้ายคือเปลี่ยนค่า DNS ของโดเมนเนมเราให้เป็นค่า DNS ของโฮสต์ใหม่เข้าระบบจัดการโดเมนเนมและเปลี่ยนค่า DNS ไปตามที่โฮสต์ใหม่แจ้งมาซึ่งในการเปลี่ยน DNS แต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาในการอัพเดท(ให้โดเมนเนมเรารู้จักกับโฮสต์ใหม่) ประมาณ1-2 วันหลังจากนั้นโดเมนเนมของราจึงจะมาใช้งานร่วมกับโฮสต์ใหม่อย่างสมบูรณ์หลังจากนั้นเราควรจะตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าการย้ายเสร็จสมบูรณ์

ข้อแนะนำคือการย้ายโฮสต์ควรดำเนินการในระหว่างที่บริการโฮสต์เดิมยังไม่สิ้นสุดการใช้งานซึ่งวิธีนี้จะทำให้ในระหว่างการย้ายโฮสต์เว็บไซต์ของเราจะยังคงใช้งานได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่รอ DNS update อย่างสมบูรณ์จะมีผู้เข้าชมเว็บจาก ISP บางรายไปที่เว็บใหม่บางรายไปที่เว็บเก่ารวมถึงอีเมลล์ด้วยสิ่งที่ต้องทำคือ

1. ทำหน้า redirect จาก host เดิมไปที่โฮสต์ใหม่เพื่อความมั่นใจว่าทุกคนไปที่เว็บใหม่หมด
2. ทำ forwarding emails ที่โฮสต์เก่าไปที่อื่นก่อนเช่น Hotmail หรือหมั่นกลับเข้าไปเช็ค email ผ่านทางหน้า WebMail ที่โฮสต์เก่า (ในกรณีที่เข้าได้โดยไม่ต้องใช้ domain ของเรา) เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มี emails ตกค้างอยู่ที่เก่า

การทำงานของ Cloud Web Hosting

การทำงานของ Cloud Web Hosting คือการนำเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพการทำงานของ virtualized technology มาใช้งานโดยใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ จำนวนหลายเครื่อง ต่อกันเป็น Server Farm ซึ่งจะใช้ Storage Server เก็บข้อมูล ส่วนเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่ในการประมวลผลเท่านั้น หากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องใดเครื่องหนึ่ง เสีย เกิดปัญหา เครื่องอื่นๆ ก็จะมีการทำงานแทนโดยอัตโนมัติ จึงทำให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้ต่อไปโดยที่เว็บไซต์ไม่ล่ม หากเกิดปัญหากับอุปกรณ์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ทำให้ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ระบบ High Availability (HA) จะเริ่มกระบวนการ HA ทันที และระบบจะทำการ Restart Virtual Machine ให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ระบบสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการเข้าใช้บริการได้ตลอดเวลา 24 x 7 ซึ่ง Web Hosting ของเรามี Uptime 99.99% และมีระบบป้องกัน Spam และ Virus ที่ได้ผล 99.99% บวกกับประสิทธิภาพของ Server ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ Cloud Computing Technology ซึ่งดูได้จาก สเปคของเครื่อง Cloud Server ที่สูงมาก และเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงๆ (ไม่ใช้ PC มาทำ) ไม่เหมือนกับ Hosting บางรายที่ ราคาถูก ให้พื้นที่เยอะ แต่ประสิทธิภาพไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาที่มีผู้เข้ามาใช้เป็นจำนวนมาก อาจทำให้ CPU ทำงานหนัก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ Web Hosting หรือ Host ล่ม

* ระบบ Cloud มีหลายรูปแบบ ควรศึกษาให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจเช่าเว็บโฮสติ้ง เพราะมีเว็บโฮสติ้งบางรายที่แอบอ้างใช้แค่ชื่อ Cloud ของ OS (CloudLinux OS) ซึ่งจริงๆ เป็นแค่ OS แล้วมาบอกว่าเป็นระบบ Cloud Hosting ซึ่งจริงๆ แล้วระบบ Cloud Hosting ต้องใช้ Hardware ที่รับบน Server Farm ที่นำมาพ่วงต่อๆกันเป็นหลักเท่านั้น

ความน่าเชื่อถือและสิ่งที่ต้องคำนึง ในการเลือก Web hosting

4

ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ Web Hosting ลูกค้าสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ Web Hosting ได้จากรูปแบบของหน่วยงานว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลระยะเวลาที่เปิดดำเนินการว่ามีการให้บริการนานแล้วหรือไม่ มีทะเบียนพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์หรือไม่ พิจารณาจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการด้วยนอกจากนี้ควรคำนึงถึงช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์เบอร์ 02, เบอร์มือถือ, เบอร์แฟกซ์ อีเมล์ติดต่อ HostingLotus จดทะเบียนในรูปแบบของบริษัทถูกต้องตามกฏหมาย บริษัทจดทะเบียนมาแล้ว 1 ปี เราดำเนินธุรกิจด้าน Hosting มาแล้วในนามคณะบุคคลกว่า 5 ปี เว็บไซต์เราได้รับการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ด้วยจำนวนลูกค้ามากกว่า 1000 ราย

Spec ของเครื่อง server ที่ให้บริการ Hosting เราใช้เครื่อง Server Brand Name ทุกเครื่อง ขณะนี้เป็น Dell Server รุ่น R200 cpu Intel Xeon Quad-Core สำหรับให้บริการ Web Hosting ผู้ให้บริการบางเจ้า นำเครื่อง pc ธรรมดามาให้บริการ เมื่อมีผู้ใช้บริการมาก ๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหาเว็บล่ม และเปิดเว็บช้าได้ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา หลักๆ จะมีอยู่ 2 ภาษา คือ PHP กับ ASP ถ้าเป็น Windows Server จะรองรับทั้งสองภาษา Hosting Lotus ให้บริการด้วย Linux Server จะรองรับเฉพาะ PHP แต่การทำการ PHP บน Linux Server จะแรง เร็ว และเสถียรกว่า บริการเสริมต่างๆ เรามีบริการเสริมให้บริการติดตั้งโปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ ให้ลูกค้า เช่น เว็บบอร์ด  เว็บสำเร็จรูป เว็บอีคอมเมริช์ บล็อก ระบบการเรียนการสอนออนไล์ e-Learning บริการย้ายข้อมูลจากผู้ให้บริการรายอื่น

Web Hosting ตั้งอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ การที่จะเลือกว่า Web Hosting ควรอยู่ในประเทศ หรือต่างประเทศดี ควรคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาที่เว็บไชต์ ถ้าเป็นลูกค้าในประเทศ ก็ควรเลือก Hosting ที่ตั้งอยู่ในประเทศ ส่วนมากตั้งอยู่ที่ตึก CAT เพราะเวลาลูกค้าเรียกดูข้อมูลในเว็บไซต์จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า แต่หาก ลูกค้าคุณเป็นลูกค้าต่างประเทศ ก็ควรเลือก Hosting ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ จะได้รวดเร็วกว่าที่จะต้องเข้ามา ดูข้อมูล ที่เก็บไว้ที Hosting ในเมืองไทย แต่ Hosting ที่ตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ อาจจะประสานงานให้การ support ยากกว่า hosting ในเมืองไทยเล็กน้อย

ความต้องการเลือกใช้ Web Hosting จากต่างประเทศ

เว็บโฮสติ้ง ช่วยให้เว็บของลูกค้าสามารถออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เว็บสามารถเปิดเข้าชมได้ตลอดโดยไม่มีการหยุดทำงาน เพราะการหยุดทำงานเพียง 1-2 ชั่วโมงสำหรับบางธุรกิจ อย่างเช่น ธุรกิจรับจองตั๋วเครื่องบิน ธุรกิจอีคอมเมิร์ชที่มีการค้าขายสินค้าอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายถึงการสูญเสียมหาศาล ดังนั้นโฮสติ้งของจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้มี Downtime เกิดขึ้น มีระบบจัดการเว็บไซต์ของโฮสติ้งเป็นระบบที่ทีมงานของเราเป็นผู้พัฒนาขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เว็บโฮสติ้งเป็นที่นิยม เพราะถูกออกแบบมาตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด และสะดวกต่อการใช้งาน โดยที่ระบบจะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถจัดการเว็บไซต์ได้ทุกอย่าง

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการตัดสินใจเลือกใช้บริการเว็บโฮสติ้งต่างประเทศก็คือการติดต่อสื่อสาร เนื่องจากการติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการใช้บริการเว็บโฮสติ้ง เริ่มตั้งแต่สอบถามข้อมูลก่อนตัดสินใจใช้บริการ ไปจนถึงบริการหลังการขาย แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ซึ่งการใช้บริการ support เป็นตัวตัดสินสำคัญว่าโฮสไหนบริการดีหรือไม่ดี และแน่นอนว่าคุณจะต้องใช้บริการหลังการขายมากกว่าก่อนการขายมาก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ให้บริการโฮสติ้งควรมีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัท, มีลูกค้ารายใหญ่ หรือสำคัญๆที่ใช้บริการอยู่ และควรมีองค์กรหน่วยงาน รับรองการให้บริการ

ข้อดีของการเลือกใช้ Web Hosting ต่างประเทศ

1. มีราคาถูก Web Hosting ของอเมริกา เพราะทางรัฐบาลสนับสนุนธุรกิจทางด้านนี้ นอกจากโฮสติ้งแล้ว ค่าจดโดเมนยังราคาถูกมากด้วย
2. ระบบการจ่ายเงินน่าเชื่อถือ เพราะกฎหมายเข้มงวดมาก ท่านสามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตได้อย่างสบายใจ
3. Support ดี ที่ต่างประเทศเค้าจะมีคนคอยแก้ปัญหาให้เราตลอด 24 ชม. สามารถ email แจ้งได้ตลอด
4. พื้นที่และ data transfer สูง ด้วยต้นทุนที่ถูกทำให้พื้นที่และ data transfer สูงตามไปด้วย เค้าไม่หวงเรื่อง bandwidth เหมือนบ้านเราเพราะเค้าใช้สายส่งเป็นใยแก้วนำแสงทั้งหมด ทำให้ความเร็วสูงมาก
5. ระบบ security ดี
6. เว็บมีความเสถียรมาก ล่มยาก
7. SEO มีโอกาสดีกว่า ดูได้จาก page rank ของเว็บไซด์ที่ต่างประเทศ แต่ละเว็บสูงมาก

การแบ่งประเภทของบริการเว็บโฮสติ้ง

บริการเว็บโฮสติ้งก็ยังแบ่งได้อีกหลายแบบหลายชนิดขอแนะนำแต่ละชนิดแบบง่ายๆดังนี้

1. Shared Hosting เป็นบริการเว็บโฮสติ้งที่เหมาะสำหรับเว็บไซต์ธรรมดาทั่วไปเว็บเดียวเช่นเว็บส่วนตัวบริษัทองค์กรฯลฯ ตามที่ชื่อบอก shared hosting ก็คือการซอยพื้นที่ในเครื่องเซิฟเวอร์มาให้เช่า ดังนั้น ทรัพยากรของเครื่องจะถูกแชร์กันหลายผู้ใช้งาน shared hosting เป็นบริการที่นิยมกันทัวไปเพราะราคาไม่สูง

2. VPS Hosting บริการเซิร์ฟเวอร์เสมือนบริการที่เหมือนกับมีเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองVPS ย่อมาจาก Virtual Private Server โดยสามารถจัดการได้ผ่าน Remote desktop connection เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีความต้องการที่จะใช้งานโปรแกรมหรือ Application เสริมเฉพาะที่บริการ Shared Hosting ไม่มีหรือไม่อนุญาตให้ติดตั้งเพื่อใช้งานเนื่องจากบริการนี้สามารถติดตั้งโปรแกรมหรือ Application ได้ตามใจชอบและยังเหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีการเข้าชมสูงเนื่องจากการใช้งานของ Data Transfer รวมทั้ง Bandwidth จะถูกแบ่งการใช้งานชัดเจนไม่แชร์ร่วมกับเว็บไซต์อื่นเหมือน Shared Hosting

3.Dedicated server บริการเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับเว็บไซต์ของคุณใช้งานแต่เพียงผู้เดียวทั้งนี้อาจจะใช้งานหลายเว็บไซต์ (ที่เราดูแล) ก็ได้หรือจัดสรรแบ่งพื้นที่เพื่อขายเป็นบริการ Shared Hosting ก็ได้แต่โดยส่วนมากการใช้งานจะเหมาะสำหรับบริษัทองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่หรือเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่ต้องการความเสถียรปลอดภัยและความรวดเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์เนื่องจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ทั้งเครื่องจะมีเพียงเว็บไซต์ของเราเท่านั้น

4.Reseller Hosting เป็นบริการสำหรับผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ผู้พัฒนาเว็บไซต์เพื่อนำไปจัดสรรแบ่งพื้นที่ให้กับลูกค้าที่มาจ้างทำเว็บไซต์หรือขายต่อในนามของตัวเองและยังเหมาะสำหรับคนที่มีหลายเว็บไซต์ที่ต้องดูแลเนื่องจากสามารถบริหารจัดการได้ผ่านระบบควบคุมเดียวควบคุมได้ทุกเว็บ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบริการหลักๆของเว็บโฮสติ้งเท่านั้น เนื่องจากบริการอาจถูกปรับเปลี่ยนและเรียกกันในชื่อบริการใหม่เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งแต่ละราย

ส่วนการเลือกบริการเว็บโฮสติ้งที่เหมาะสมนั้น ควรคำนึงถึงเว็บไซต์ของเราและการใช้งานที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่จำเป็นต้องซื้อบริการที่เกินความจำเป็นเพราะเว็บไซต์สามารถย้ายจากบริการเว็บโฮสติ้งที่เล็กกว่าไปใช้บริการเว็บโฮสติ้งที่ใหญ่ขึ้นได้ตลอดเวลาดังนั้นหากเราเพิ่งเริ่มทำเว็บไซต์หรือเว็บไซต์ของเรายังไม่โตหรือขยายมากก็อาจจะเริ่มจากบริการขนาดเล็กก่อนเมื่อเว็บไซต์ของเรามีขนาดใหญ่ขึ้นผู้เข้าชมมากขึ้นเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงบริการได้ด้วยวิธีนี้จะทำให้เราไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็นอีกด้วย