ความแตกต่างระหว่าง Hosting กับเว็บเซิร์ฟเวอร์

ความแตกต่างระหว่าง Hosting กับเว็บเซิร์ฟเวอร์
เว็บ Hosting กับเว็บเซิร์ฟเวอร์แตกต่างกันอย่างไร

Web Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องที่มีสเปคหรือระบบทรัพยากรของเครื่องค่อนข้างสูง รวดเร็วต่อการใช้งาน คอมพิวเตอร์นี้จะมีไว้เพื่อเก็บข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ หรือทุกๆอย่างเกี่ยวกับเว็บไซต์ไว้ โดยทั่วไปแล้ว คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องสามารถที่แบ่งเนื้อที่ออกเป็นหลายส่วนสำหรับเว็บไซต์อื่นๆด้วย เช่น เซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้มีเนื้อที่ฮาร์ดดิส 500 GB ก็สามารถจะแบ่งเนื้อที่ในฮาร์ดดิสสำหรับ 500 เว็บไซต์ได้เลย (เว็บไซต์ล่ะ 1 GB)

Web Hosting คือ พื้นที่สำหรับเก็บเว็บไซต์ โดยใช้บริการในรูปแบบการเช่าดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นการแบ่งพื้นที่ก็จะแบ่งมาจาก เว็บเซิร์ฟเวอร์ นั้นเอง การเช่าเว็บโฮสติ้งจึงเหมาะกับเว็บไซต์ขนาดเล็ก เป็นเว็บไซต์ของบริษัทหรือเพื่อขายสินค้า ส่วนเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้นเหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เป็นจำนวนมากหลายแสนหลายล้านคน ดังนั้นจึงต้องการระบบหรือเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับความต้องการใช้ในปริมาณที่มากๆและใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงด้วยเช่นกัน

ต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการใช้ Hosting

ผู้ที่จะทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรืออยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก่อนจะอัพไฟล์หรือเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น การอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮสนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ อัพโหลดผ่านซอฟแวร์ของผู้ให้บริการ เช่น File Manager ในcPanel (ผู้ให้บริการจะมีวิธีการใช้งานอธิบายให้ลูกค้าอ่านและทำความเข้าใจซึ่งไม่ยากเลย) อีกวิธีหนึ่งคือการอัพโหลดผ่านโปรแกรม FTP เช่น Filezilla ในปัจจุบันมีเว็บไซต์หรือบล็อกเกอร์มากมายสอนวิธีการใช้งานโปรแกรมนี้ ซึ่งผู้ทดลองทำเว็บไซต์สามารถจะเข้าไปศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมเสียก่อน การอัพโหลดเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องยากหากผู้ทำเว็บไซต์มีความตั้งใจจริงในการที่จะเรียนรู้ นอกจากนี้ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานก็จะมีฝ่ายบริการเพื่อดูแลให้คำแนะนำ หรือ ช่วยจัดการในปัญหาที่ลูกค้าติดขัดได้ ดังนั้นการเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดีนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำเว็บไซต์

การเช่า Hosting นั้นมีทั้งต้องเสียเงินเช่า และ เช่าแบบฟรี ไม่ต้องเสียเงินแต่ต้องแลกกับการบริการที่ไม่มีคุณภาพ เสี่ยงต่อเว็บล่มโดยที่ไม่มีผู้ดูแลให้ Hosting ฟรีจึงเหมาะกับผู้ต้องการทดลองระบบของเว็บไซต์ก่อนที่จะมีการใช้งานจริง กับระบบโฮสที่มีคุณภาพที่ดีกว่า หรือนักศึกษาที่ไม่เงินทุนสำหรับเช่าพื้นที่ทำเว็บไซต์ แม้กระทั่งผู้ที่ต้องการทำเว็บไซต์ชั่วคราวไม่จริงจังนั้นเอง

วิธีการเลือกใช้โฮสติ้งให้เหมาะสมกับประเภท

สร้างเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์ไม่ใช่ว่ามีโดเมนแล้วจะสามารถใช้งานได้ทันที เราจำเป็นต้องเช่าพื้นที่โฮสติ้งด้วย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สำหรับบริษัท เว็บไซต์ขายของ เว็บไซต์ดารา หรืออีกมากมาย จึงทำให้ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการโฮสติ้งมากมาย ดังนั้นในบทความนี้จึงขอแนะนำวิธีเลือกผู้ให้บริการที่ดี

ลำดับแรกต้องบอกก่อนเว็บไซต์ของเราเป็นในลักษณะใด ใช้งานอะไร และต้องการพื้นที่มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงงบประมาณ สำหรับมือใหม่ที่ตัดสินใจเลือกโฮสติ้งนั้นส่วนใหญ่จะตัดสินใจจากคาคาถูก พื้นที่เยอะ การถ่ายโอนข้อมูล(BW)/เดือนสูง และบริการดี แต่ใช่ว่าโฮสที่ให้ทุกอย่างมากสุดในราคาที่ต่ำสุดจะเป็นโฮสที่เหมาะกับ ท่านเสมอไป

สำหรับความเหมาะสมระหว่างเว็บไซต์และเลือกใช้บริการ มีดังนี้

1.เว็บไซต์ส่วนตัว  เป็นเว็บไซต์เพื่อบอกเล่าข้อมูลส่วนตัวของท่านหรือเป็น blog เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ หรือเก็บ gallery ภาพต่างๆของท่าน เว็บไซต์ประเภทนี้มักจะใช้พื้นที่น้อย และใช้ BW ไม่สูงมาก เนื่องจากมีคนเข้าน้อย แต่ถ้ามีคนเข้าเว็บไซต์มากก็จะใช้ BW ต่อเดือนสูงขึ้นตามจำนวนคนเข้าเว็บ

2.เว็บไซต์บริษัท/องค์กร เป็นเว็บไซต์นำเสนอ profile services และ product ต่างๆ ของบริษัท รวมถึงอาจใช้งานอีเมล์ของพนักงานในบริษัทด้วย เว็บไซต์ประเภทนี้มักจะใช้พื้นน้อย และใช้ BW ไม่สูงมากเช่นเดียวกับข้อ 1

3.เว็บไซต์ขายของ เป็นเว็บไซต์ร้านค้านำเสนอสินค้าต่างๆ เว็บไซต์ประเภทนี้จะใช้พื้นที่มากตามจำนวนสินค้า และใช้ BW สูงตามจำนวนคนเข้าเว็บไซต์

4.เว็บไซต์ประชาคม/สังคม เป็นเว็บบอร์ดพูดคุยในกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เช่นกีฬา ดารา แฟนคลับฯลฯ เว็บไซต์ประเภทนี้หากเปิดให้สมาชิก upload รูปภาพได้จะใช้พื้นที่ค่อนข้างสูงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนรูปภาพ และใช้ BW สูงตามจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ ยิ่งสมาชิกเยอะขึ้นก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

แนวทางการเลือกใช้โฮส ก่อน อื่นท่านต้องกำหนดว่าเว็บไซต์ของท่านอยู่ในระดับใด ดูว่าจะใช้พื้นที่ประมาณเท่าไหร่ และใช้ BW ต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ จากนั้นก็ดูโฮสที่ให้พื้นที่และ BW เพียงพอต่อการใช้งาน โดยที่อยู่ในงบประมาณของท่าน อย่าเลือกแบบเผื่อๆไว้ก่อน เพราะท่านจะเสียเปรียบและมีปัญหา จากเว็บไซต์เพื่อนบ้านโดยไม่จำเป็น

เทคนิคการเลือก Hosting ที่ดีต่อการทำ SEO

โดยปกติแล้วการที่จะมีเว็บไซต์ได้นั้น จะต้องมีระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง ซึ่งจะต้องติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ และจะต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่สูงมากและต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบตลอดเวลา การใช้งานแบบนี้จะเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ และธุรกิจที่มีงบประมาณมาก การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง โดยผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งหรือ Hosting Service Provider จะให้บริการรับฝากเว็บไซต์ให้กับองค์กรขนาดกลางและเล็กพร้อมทั้งให้บริการดูแลด้านระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้กับเว็บไซต์ที่มาใช้บริการ เพื่อให้สามารถออนไลน์ได้ตลอดเวลาและสามารถที่จะช่วยในการทำ SEO ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกบริษัทหรือเลือกผู้ให้บริการในด้าน Hosting ที่ดีต่อการทำ SEO จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้ คือ

– Hosting นั้นล่มบ่อยหรือเปล่า โดยจะลองเข้าเว็บของผู้ใช้บริการอื่นๆที่ใช้บริการอยู่ว่ามีล่มบ้างมั้ย ถ้ามีและบ่อยครั้ง ก็น่าจะเป็นคำตอบได้ว่าควรใช้งาน Hosting นั้นหรือไม่ เพราะการ Check เป็นวิธีที่ดีอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้อุ่นใจได้ว่า Hosting ที่ไม่ล่มแน่ๆและคุ้มค่าเงินที่เช่าไป

– Hosting นั้นให้บริการโอนถ่ายข้อมูลเท่าไหร่ โดยข้อมูลทุกๆ อย่างที่ถูกดึงมาจาก Server นั้นถือเป็นการโอนถ่ายข้อมูลทั้งสิ้น ซึ่ง Hosting จะกำหนดอัตราการโอนถ่ายข้อมูลจำกัดไว้ในแต่ละเดือน หากที่ใดให้ปริมาณการโอนถ่ายข้อมูลไว้มาก จะ ทำให้รองรับปริมาณ ผู้เข้าชมได้มากกว่า แต่ถ้าหากอัตราการโอนถ่ายข้อมูลน้อยเกินไป และถูกเรียกใช้หมดก่อนจะครบเดือนนั้นๆ ก็จะทำให้เข้าเว็บไม่ได้

– Hosting นั้นมีการ Backup ข้อมูลทุกหรือเปล่า เพราะหากเว็บโดน Hack หรือ เปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญในเว็บไปหรือข้อมูลถูกลบหน้าหายไปจะส่งผลให้ผู้ใช้ของเว็บนั้นลดลง โดย Google จะทำการดันเว็บลงไป และหากข้อมูลสำคัญถูกเปลี่ยนแปลง ก็อาจลดความหน้าเชื่อถือในเว็บได้เป็นอย่างมากและคนก็อาจไม่เข้าเว็บไซต์ ทำให้ Traffic ของเว็บลดลง และ อันดับตกลงไป

– ต้องดูว่า Hosting นั้นให้บริการถึงเวลาที่ต้องการหรือไม่ เพราะหากเมื่อไหร่เข้าเว็บไม่ได้ขึ้นมาจะหงุดหงิดเลยทีเดียวและ ยิ่งหากทำการติดต่อไปยังผู้ให้บริการ Hosting แล้วไม่มีคนรับสายเพราะอยู่นอกเวลา Support ก็จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อ SEOเป็นอย่างมาก

– ต้องดูว่า Hosting นั้นมีการสำรองไฟหรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ควรจะสอบถามกับผู้ให้บริการให้ละเอียด เพื่อจะได้

Cloud Hosting กับ Dedicated hosting แตกต่างกันอย่างไร

Dedicated hosting เป็นทางเลือกแพลนโฮสติ้งที่เหนือกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ แชร์โฮส กับ VPS มีราคาที่แพงกว่า ซึ่งเรทราคาจะขึ้นอยู่กับงบประมาณของแต่ละบริษัท ไม่มีสคริปฟรีให้ใช้เพื่อเชื่อมโยงระบบอื่นๆ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับองค์กรที่มีพนักงานไอทีเพื่อดูแลระบบหรือติดตั้งสคริปใช้เอง

Cloud Hosting เป็นการนำเซิร์ฟเวอร์หลายๆเครื่องมาเชื่อมโยงกัน ซึ่งผู้ทำให้ลูกค้าได้ใช้ทรัพยากรที่ไม่จำกัดส่งผลให้สามารถรองรับปริมาณการโหลดหน้าเว็บได้เป็นจำนวนมาก โดยไม่จำกัดจำนวน

เมื่อเปรียบเทียบเซิร์ฟเวอร์แบบ Dedicated พบว่าประสิทธิภาพและการปฏิบัติการนั้น เซิร์ฟเวอร์แบบ cloud hosting มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ทำให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ในระบบคลาวด์มีความพึงพอใจกับความเสถียรภาพที่ดีกว่า นอกจากนี้อนาคตของ cloud hosting ก็ยังคงจะได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งนี้เพราะว่า นักออกแบบเว็บไซต์และผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งจำนวนมมากเริ่มที่จะมองเห็นความได้เปรียบเทียบนี้ ซึ่งดีกว่าแบบ dedicated webhosting อย่างมาก สำหรับประโยชน์ที่น่าสนใจของ cloud hosting คือ ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าเซิร์ฟเวอร์จะไม่ล่มหรือระบบหยุดทำงาน เป็นอันขาด เว็บไซต์ของลูกค้าจะไม่มีการขาดประสิทธิภาพหรือล่าช้า และสามารถให้บริการกับผู้เข้าชมได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดชะงักใดๆทั้งสิ้น ทำให้เว็บไซต์ของลูกค้าสามารถได้โอกาสที่ดีในการแข่งขัน เนื่องจากมีการควบคุมจากระบบที่สมบูรณ์แบบอย่าง cloud hosting

สำหรับผู้ที่จะทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรืออยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก่อนจะอัพไฟล์หรือเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น การอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮสนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ อัพโหลดผ่านซอฟแวร์ของผู้ให้บริการและอีกวิธีหนึ่งคือการอัพโหลดผ่านโปรแกรม FTP เช่น Filezilla ในปัจจุบันมีเว็บไซต์หรือบล็อกเกอร์มากมายสอนวิธีการใช้งานโปรแกรมนี้ ซึ่งผู้ทดลองทำเว็บไซต์สามารถจะเข้าไปศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมเสียก่อน  ซึ่งการอัพโหลดเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องยากหากผู้ทำเว็บไซต์มีความตั้งใจจริงในการที่จะเรียนรู้ นอกจากนี้ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานก็จะมีฝ่ายบริการเพื่อดูแลให้คำแนะนำและช่วยจัดการในปัญหาที่ลูกค้าติดขัดได้ ดังนั้น การเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดีนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำเว็บไซต์

ย้าย hosting ไม่ยากอย่างที่คิดเพื่อตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดที่โฮสต์เดิม

สำหรับการเปลี่ยนผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งหรือเรียกกันว่า ย้ายโฮสต์ นั้น หลายคนคงจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก มีข้อสงสัยต่างๆนานา เช่นตอนทำการเปลี่ยนหรือย้ายเว็บไซต์จะดาวน์ไหม(เข้าใช้งานไม่ได้) อีเมลล์จะใช้งานได้ไหม แล้วถ้าใช้งานไม่ได้เลยเมื่อไหร่จะใช้ได้ ย้ายเสร็จแล้วจะใช้งานได้เหมือนเดิมหรือเปล่า หัวข้อนี้ก็จะมาบอกตั้งแต่การเลือกโฮสต์ใหม่ การเตรียมการขั้นตอนการย้ายจนย้ายเสร็จว่าต้องทำอย่างไรบ้าง จะได้รู้กันว่าการย้ายโฮสต์ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

เริ่มต้นด้วยการหาโฮสต์ใหม่

ในส่วนนี้ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนแต่ที่แน่ๆทุกคนก็คงต้องการหาโฮสต์ใหม่ที่ตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดที่โฮสต์เดิมจนทำให้เราต้องมาหาโฮสต์ใหม่เช่นถ้าเราต้องการเปลี่ยนโฮสต์เพราะโฮสต์เดิมราคาแพงเราก็ต้องหาโฮสต์ใหม่ที่ถูกกว่าหรือถ้าหากโฮสต์เดิมล่มบ่อย, บริการไม่ดีเราก็อยากได้โฮสต์ใหม่ที่ไม่ล่มบริการดีๆฉะนั้นในส่วนนี้ก็แล้วแต่ปัญหาของแต่ละคน แต่ที่อยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมก็คืออยากให้ดูในเรื่องของทางเทคนิคและการใช้งานด้วย(อย่าเพิ่งตกใจไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคที่เข้าใจยาก) โดยเราควรหาโฮสต์ใหม่ที่มีความใกล้เคียงกับโฮสต์เดิมทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์(ถ้าเป็นไปได้) ควรมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโฮสต์เดิมหรือดีกว่าไปเลยและซอร์ฟแวร์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากเพราะถ้าเว็บเรามีการเขียนโปรแกรมไว้ใช้งานกับ database และ programming เช่น PHP ก็ควรเช็คให้แน่ใจว่าโฮสต์ใหม่ใช้เวอร์ชั่นไหนเปิด permission อย่างไรมี features ที่เราต้องการหรือเปล่าเช็คดูซอร์ฟแวร์หลักๆพวกโปรแกรมที่ใช้งานกับเว็บฯโควตาพื้นที่ในการใช้งานภาษาที่รองรับรูปแบบฐานข้อมูลโปรแกรมอีเมลล์ฯลฯเหมือนกับโฮสต์เดิมจะทำให้เรามีปัญหาน้อยที่สุดหรือไม่มีปัญหาเลยในการย้ายโฮสต์ข้อมูลเหล่านี้เราสามารถรู้ได้จากโฮสต์เดิมโดยสอบถามไปว่าเราใช้บริการอะไรกับเขาอยู่(ขอรายละเอียดเลย) และสำหรับโฮสต์ใหม่ถ้าเราดูข้อมูลเองได้ก็สามารถดูได้ที่หน้าเว็บฯของผู้ให้บริการใหม่ได้เลยแต่ถ้าเรากลัวว่าจะผิดพลาดก็มีวิธีง่ายๆเลยคือส่งข้อมูลที่โฮสต์เดิมส่งมาให้เราให้โฮสต์ใหม่ดูว่าโฮสต์เขาให้เราได้ตามนี้หรือเปล่าอย่าด่วนตัดสินใจให้หาให้ได้ใกล้เคียงที่สุดเพราะเราคงไม่อยากย้ายบ่อยๆกันแน่และอย่างที่บอกไปถ้าเราได้โฮสต์ใหม่ที่ใกล้เคียงกับโฮสต์เดิมก็จะทำให้การย้ายง่ายขึ้นมาก

การเตรียมข้อมูลทั้งUsername และPassword สำหรับการจัดการต่างๆและข้อมูลเว็บไซต์(ไฟล์เว็บไซต์) เมื่อติดต่อหรือหาโฮสต์ใหม่ได้แล้ว(อาจจะยังไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อเปิดบริการ) ในระหว่างนี้เราก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลต่างๆสิ่งที่สำคัญในการย้ายโฮสต์คือUsername และPassword สำหรับFTP (จากโฮสต์เดิม) เพื่อดาวน์โหลดไฟล์เว็บไซต์เรา, Username และ Password สำหรับ Control panel (จากโฮสต์เดิม) เพื่อจัดการกับฐานข้อมูล(ในกรณีที่เว็บไซต์เรามีฐานข้อมูล) อีกอย่างก็เพื่อตรวจสอบรายชื่ออีเมลล์ที่เรามีการใช้งานอยู่ให้เพื่อความครบถ้วน(เนื่องจาก Control panel ส่วนใหญ่จะบริการจัดการทั้งเว็บฯฐานข้อมูลและอีเมลล์) และที่สำคัญที่สุดคือ Username และ Password สำหรับการบริหารจัดการโดเมนเนม(จากผู้ให้บริการจดโดเมนเนมที่เราไปจดไว้) เพราะโดยส่วนใหญ่จะไม่ได้จดจำหรือเก็บ Username และ Password ของโดเมนเนมเพราะนานๆจะได้ใช้และการเปลี่ยนโฮสต์ก็จำเป็นต้องเข้าจัดการโดเมนเนมด้วยโดยหากเราเตรียมข้อมูลข้างต้นนี้ครบถ้วนก็จะทำให้เราย้ายโฮสต์ได้เร็วขึ้นมาก

ขั้นตอนก่อนการย้ายโฮสต์
ก่อนอื่นอยากให้สำรองข้อมูลไว้ให้ได้มากที่สุดจัดการให้หมดทั้งไฟล์เว็บไซต์, ฐานข้อมูลและอีเมลล์โดยไฟล์เว็บไซต์และฐานข้อมูลทำได้โดยการดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม FTP หรือ Control panel แต่สำหรับอีเมลล์หากมีการใช้งานผ่าน Webmail ให้ติดตั้งการใช้งานอีเมลล์ผ่าน Email Client ต่างๆเช่น MS Outlook หรือ Outlook Express (ถ้าใช้อยู่แล้วก็ข้ามส่วนนี้ไป) เพื่อให้โปรแกรมเหล่านี้ทำการดาวน์โหลดอีเมลล์มาเก็บไว้ที่เครื่องของเจ้าของอีเมลล์เองเนื่องจากการย้ายโฮสต์เราจะไม่สามารถย้ายเนื้อหาในอีเมลล์ได้
หลังจากนั้นก็ถึงเวลาที่จะหาวันที่จะทำการย้ายโฮสต์(ส่วนนี้ให้จ่ายเงินที่โฮสต์ใหม่ให้เรียบร้อยก่อนไม่งั้นคงเริ่มย้ายไม่ได้) โดยเริ่มโดยการตรวจสอบการใช้งานดูว่าเว็บฯเรามีการใช้งานน้อยที่สุดช่วงไหนทั้งจากตัวเราเองและการเข้าชมเว็บฯเพื่อจะได้ย้ายโฮสต์ในช่วงวันและเวลานั้นๆจากนั้นนัดแนะกับคนอื่นๆ(ถ้าเป็นบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆอาจทำเป็นจดหมายเวียนแจ้งหรือส่งอีเมลล์แจ้ง) ที่ใช้งานเว็บไซต์หรืออีเมลล์ว่าเราจะทำการย้ายโฮสต์ในวันและเวลาใดเพื่อไม่ให้มีการใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าว(ในกรณีมีฐานข้อมูลต้องหยุดใช้งานก่อนล่วงหน้าเพื่อเก็บข้อมูลล่าสุดก่อนย้ายและไม่ให้เกิดการบันทึกข้อมูลลงฐานข้อมูลระหว่างการย้ายโฮสต์)

ขั้นตอนการย้าย
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมก็ลงมือย้ายโฮสต์ตามวันและเวลาที่นัดหมายได้เลยโดยการดาวน์โหลดไฟล์เว็บไซต์และฐานข้อมูล(ถ้ามี) ลงมาเก็บไว้ที่เครื่องคอมฯเราจากนั้นทำการอัพโหลดไฟล์เว็บไซต์และฐานข้อมูล(ถ้ามี) จากคอมฯเราไปไว้บนโฮสต์ใหม่โดยผ่านการ FTP เช่นกันสำหรับอีเมลล์ให้ทำการสร้างรายชื่ออีเมลล์ทั้งหมดที่เคยมีการใช้งานที่โฮสต์เดิมไว้บนโฮสต์ใหม่โดยส่วนใหญ่จะสร้างผ่าน Control panel หลังจากนั้นให้ลองตรวจดูว่าย้ายไฟล์เว็บฯเรียบร้อยหรือเปล่าโดยการตรวจสอบผ่าน Virtual Directory เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ย้ายไฟล์เว็บฯมาครบ(คลิกดูไปเรื่อยๆถ้าเป็นไปได้ให้ดูทุกหน้าว่าเว็บฯสมบูรณ์หรือเปล่า) ถ้าเราทำทุกอย่างถูกต้องเว็บฯเราบนโฮสต์ใหม่จะต้องเหมือนกับเว็บฯที่อยู่บนโฮสต์เดิมทั้งหมด

สุดท้ายคือเปลี่ยนค่า DNS ของโดเมนเนมเราให้เป็นค่า DNS ของโฮสต์ใหม่เข้าระบบจัดการโดเมนเนมและเปลี่ยนค่า DNS ไปตามที่โฮสต์ใหม่แจ้งมาซึ่งในการเปลี่ยน DNS แต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาในการอัพเดท(ให้โดเมนเนมเรารู้จักกับโฮสต์ใหม่) ประมาณ1-2 วันหลังจากนั้นโดเมนเนมของราจึงจะมาใช้งานร่วมกับโฮสต์ใหม่อย่างสมบูรณ์หลังจากนั้นเราควรจะตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าการย้ายเสร็จสมบูรณ์

ข้อแนะนำคือการย้ายโฮสต์ควรดำเนินการในระหว่างที่บริการโฮสต์เดิมยังไม่สิ้นสุดการใช้งานซึ่งวิธีนี้จะทำให้ในระหว่างการย้ายโฮสต์เว็บไซต์ของเราจะยังคงใช้งานได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่รอ DNS update อย่างสมบูรณ์จะมีผู้เข้าชมเว็บจาก ISP บางรายไปที่เว็บใหม่บางรายไปที่เว็บเก่ารวมถึงอีเมลล์ด้วยสิ่งที่ต้องทำคือ

1. ทำหน้า redirect จาก host เดิมไปที่โฮสต์ใหม่เพื่อความมั่นใจว่าทุกคนไปที่เว็บใหม่หมด
2. ทำ forwarding emails ที่โฮสต์เก่าไปที่อื่นก่อนเช่น Hotmail หรือหมั่นกลับเข้าไปเช็ค email ผ่านทางหน้า WebMail ที่โฮสต์เก่า (ในกรณีที่เข้าได้โดยไม่ต้องใช้ domain ของเรา) เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มี emails ตกค้างอยู่ที่เก่า